Friday, October 25, 2019

หญ้าฝรั่น

หญ้าฝรั่น 

หญ้าฝรั่น สิ่งเล็กๆแต่มูลค่าในตัวสูงลิบ เครื่องเทศสมุนไพรที่สรรพคุณเป็นเครื่องหอม เป็นผลิตผลที่ได้จากเกสรดอกไม้ มนุษย์รู้จักนำมาใช้งานไม่ต่ำกว่าห้าพันปี ในแดนชมพูทวีปรู้จักก่อนครั้งพุทธกาลด้วยซ้ำ ในภาษาสันสกฤตมีชื่อว่า เกสรวร เป็นคันธวัตถุในการผลิตเครื่องหอมคือ มีการใช้ตัวเกสรสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เพื่อรวมกับน้ำหอมละเหยอื่นๆหรือนำไปบดเป็นผงเป็นต้น เครื่องเทศปรุงอาหารมีการใช้เกสรเพียงเล็กน้อยใส่ลงไปโดยตรงในอาหาร อีกวิธีคือ นำเกสรใส่ในน้ำเกือบเดือดแล้วใช้น้ำที่ได้นั้นปรุงอาหารทำให้เกิดสีส้มสว่างและมีกลิ่นหอมยิ่งขึ้น รงควัตถุในการย้อมผ้า นักบวชและชนชั้นสูงโบราณ นำหญ้าฝรั่นใช้ในการย้อมสีผ้า ทำให้เกิดสีส้ม ในศาสนาพุทธพระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงมีพระอนุญาตให้พระภิกษูใช้ผ้าที่ย้อมจากหญ้าฝรั่นได้ ในศาสนาฮินดูสีส้มที่ได้จากหญ้าฝรั่น เป็นดุจสีเดียวกับไฟหรืออัคนี ดวงตะวันหรือพระสุริยะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ สัตยะ (ความจริง) แม้ในนิกายเซนและศาสนาซิกซ์ ต่างก็ใช้สีนี้ในศาสนาของตนด้วย รวมไปถึงใช้ในศาสนพิธี นั้นคือ ในศาสนาฮินดู มีการระบุถึงสิ่งของต่างๆ ที่จะส่งลงไปในพิธีโหมกูณฑ์ (พิธีใส่ของลงในไฟ) ซึ่งประกอบไปด้วยสมุนไพรต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ หญ้าฝรั่น

หากท่านผู้อ่านเคยผ่านหน้าผ่านตากับหนังอินเดียคงจะเคยเห็น ผงสีส้มออกแดงจัดที่ใช้ในการเจิมเพื่อความเป็นศิริมงคล ผงที่ว่านั้นคือ กุงกุม แต่โบราณนั้นใช้หญ้าฝรั่นบดเป็นผง ในขณะเดียวกันญ่าฝรั่นนี้ ก็รอนแรมผ่านเส้นทางสายไหมมาพร้อมกับกองคาราวานสินค้า กับบรรดาพระพุทธศาสนาเข้าสู่แดนมังกร ซึ่งอาจจะเข้าก่อนราชวงศ์ฮั่นเล็กน้อย มันถูกเรียกว่า ดอกไม้แดงจากต่างชาติ ( 番红花 ฟานหงฮวา ) หรือ ดอกไม้แดงจากตะวันตก (西红花 ซีหงฮวา ) เพราะความเป็นที่นิยมในคุณประโยชน์ต่างๆไม่เพียงแต่ตัวเกสรดอกไม้นี้เท่านั้น แม้แต่ต้นพันธุ์ก็ยังนำมาปลูกในแดนตะวันออกนี้ เพื่อใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ในพระพุทธศาสนาวัชรยานตะวันตก (ทิเบต) นิยมใส่หญ้าฝรั่นลงในน้ำเปล่าที่จะถวายพระรัตนตรัย เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งแทนน้ำอมฤตอีกด้วย

หญ้าฝรั่นจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นที่สูงประมาณเกือบ 30 เซนติเมตร จัดเป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน นั้นคือลักษณะประเภทหัวเช่นเดียวกับหัวหอม หัวของมันมีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีน้ำตาลเพื่อไว้กักตุนอาหารและถูกห่อหุ้มด้วยเส้นใยหนา ใบมีลักษณะแหลมยาวสีเขียวแก่ แต่ละใบยาวเฉลี่ย 40 เซนติเมตร เป็นพืชมีอายุได้หลายปี ส่วนของดอกเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่เราจะเก็บผลผลิตที่เราจะเอาไว้ใช้งานกัน ตัวดอกนั้นสีม่วงคล้ายดอกบัว มีกลีบดอก 5-6 กลีบ ทรงดอกยาวรีดึจรูปไข่ เกสรตัวเมียมีสีแดงเข้ม โดยอายุของดอกจะมีเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ และ ที่สำคัญมักจะออกดอกในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ผลผลิตที่เราได้จากดอกนี้ ก็คือเกสรตัวเมียเท่านั้น ยอดสีแดงสดยื่นยาวออกมาเหนือดอกสีม่วง โดยแต่ละดอกจะมีเกสรอยู่เพียงสามเส้นเท่านั้น ในการเก็บเกี่ยว วิธีการเก็บนั้นจะต้องรีบเก็บส่วนเกสรให้ได้ในวันเดียว มิฉะนั้นดอกจะโรยไป หลังจากนั้นเมื่อได้เกสรสดมาแล้ว ก็ทำการคั่วให้แห้งทันทีเพื่อให้ได้เกสรที่มีคุณภาพ กรรมวิธีการเก็บเกี่ยวทั้งหมดนี้ต้องใช้แรงงานคนเท่านั้น ซึ่งกว่าจะได้หญ้าฝรั่นสักหนึ่งกิโลกรัมก็ต้องเก็บดอกให้ได้ราวๆแสนดอก จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมมันถึงได้แพงระยับขนาดนี้ ยังไม่รวมถึงการเพาะปลูกที่ยากเย็น เพราะมีไม่กี่ที่บนโลกที่จะมีสภาพอากาศได้เหมาะสมกับการเติบโตของพืชชนิดนี้ ส่วนวิธีขยายพันธุ์ ทำได้ด้วยการแยกหัวแล้วนำไปปลูกต่อไป

นอกจากจะวิธีการที่ยากเย็นในการเก็บเกี่ยวและมีราคาแพงแล้ว สรรพคุณของหญ้าฝรั่นก็ประดามีอย่างมากหลาย ในตำรายาไทยนั้นระบุว่า หญ้าฝรั่นมีรสชมอมหวานและหอม มักปรากฏอยู่ในส่วนผสมของยาหอมตำรับต่างๆ โดยสรรพคุณช่วยให้หลับสบาย ลดอาการวิตกกังวล ต้านภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ในตำรับยาไทยยังใช้เป็นส่วนประกอบในการหัดขับระดู บำรุงกำลัง แก้โรคลมในตำรับแก้โรคลมกองละเอียด ในแพทย์แผนปัจฉิมทิศนั้น ใช้หญ้าฝรั่นในยาแก้ไอ หอบหืด รักษาจักษุโรค ทางการแพทย์ระบุว่าไม่ควรใช้หญ้าฝรั่นมากกว่า 1.5 กรัมต่อวัน

นอกจากไภษัชยคุณของคุณของหญ้าฝรั่นในการทำเครื่องหอม ก็ถือว่าเป็นคันธวัตถุสำคัญในการประกอบกลิ่นมีการสกัดน้ำมันจากหญ้าฝรั่นเพื่อใช้ในการบำรุงผิวและเส้นผม ตลอดจนเป็นน้ำมันในการนวดผ่อนคลาย แต่ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการนำหญ้าฝรั่นไปปรุงอาหารส่วนหนึ่งก็เพื่อ แต่งกลิ่นและสี ในอาหารอินเดีย อาหารเมดิเตอร์เรเนียน แถบเอเชียไมเนอร์และแถบอาหรับ เป็นต้น ต่างก็มีทั้งเมนูคาวหวานที่มีหญ้าฝรั่นเป็นส่วนประกอบ โดยส่วนมากก็จะใช้เกสรใส่ลงไปในน้ำอุ่น ทิ้งไว้จนกระทั่งน้ำเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอำพัน จึงนำหญ้าฝรั่นมาใช้ หรือไม่ก็ใส่ลงไปโดยตรงเพียงเล็กน้อย

แหล่งปลูกสำคัญคือแถบอิหร่าน ที่ถือว่าปลูกกันมาอย่างช้านาน ทางฝั่งยุโรปก็มีอยู่บ้าง ที่สำคัญ คือ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี และ กรีซ อย่างประเทศกรีซมีมากในแคว้นโคซานี ที่ถือว่าเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวผลผลิตที่สูง มีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆเช่น เยอรมันี สหรัฐอเมริกา จีน

 หญ้าฝรั่น
ดอกคำฝอย

ที่มา : https://www.yongchieng.com/chinese-medicine/9/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9D%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81-%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%99

10 สมุนไพรจีนบนพื้นบ้านไทย หาง่าย ดีต่อสุขภาพด้วย

          คนไทยเรามีคำสุภาษิต "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" แต่ถ้าเป็นตำรับจีนแล้ว อาหารทุกอย่างคือยาบำรุงร่างกายทั้งนั้นหากเรารู้จักและใช้อย่างถูกต้อง และ 10 อย่างนี้คืออาหารที่คนไทยเรารู้จักกันดี แต่คุณจะรู้มั้ยถึงสรรพคุณของมัน?


1. เห็ดหลินจือ

          ในปี 2003 การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology ยืนยันว่าเห็ดหลินจือโดดเด่นในสรรพคุณของสารต้านอนุมูลอิสระ ผู้ป่วยเอดส์และมะเร็งบางรายจึงใช้เห็ดหลินจือในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เร่งการผลิตเม็ดเลือดขาว บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้ชาย และอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายของเนื้องอกในร่างกาย อย่างไรก็ดี เห็ดหลินจืดมีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น อาจทำให้คลื่นเหียน คัน และหากกินมากเกินไป อาจกระตุ้นอาการบ้านหมุนก็ได้


2. เก๋ากี้

          มีชื่ออินเตอร์ว่า "โกจิเบอร์รี่" (แต่คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับชื่อภาษาจีนมากกว่า) เห็นเล็ก ๆ อย่างนี้ แต่ก็เต็มไปด้วยสารอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ใยอาหาร แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม วิตามินบี 2 วิตามิน และยังมีกรดไขมันโอเมก้า-3 อีกด้วย แม้โดยรวมจะไม่มีการพิสูจน์ทางคลินิก แต่ก็เชื่อกันว่าเก๋ากี้มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะชั้นเลิศ


3. เกาลัดจีน

          เกาลัดต่างจากถั่วหรือเมล็ดพืชอื่น ๆ ตรงที่มันมีไขมันน้อยมาก แต่กลับเป็นถั่วชนิดเดียวที่มีวิตามินซี เทียบเท่ากับมะนาว แน่นอนว่ามันเป็นพืชจึงไม่มีคอเลสเตอรอล เกาลัดจีนมีสารอาหารคล้ายข้าวกล้อง จึงมีคำกล่าวว่ามันคือ "ธัญพืชที่เกิดบนต้นไม้" ด้วยความที่มันมีกรดโฟลิก วิตามินซี และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มันจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายได้ดีที่สุด นอกจากนี้ ชาวจีนโบราณยังเชื่อว่าเกาลัดจะช่วยให้ลมหายใจหวานสดชื่นอีกด้วย


4. เก๊กฮวย

          ชาเก๊กฮวยถูกใช้เป็นยาพื้นบ้านมานานในฐานะยาลดไข้ โดยมีสารอาหารทั้งวิตามินเอ วิตามินบี1 กรดอะมิโน ฟลาวานอยด์ เชื่อกันว่ามันจะช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอล "เลว" และบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนี้ การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology ก็ยังเปิดเผยว่ามันมีสรรพคุณช่วยปกป้องระบบประสาทจากความแก่ชราหรืออาการบาดเจ็บต่าง ๆ ดังนั้น เป็นหนุ่มสาวก็ดื่มได้ประโยชน์ดีเช่นกัน

          Tip : เปลี่ยนจากชาฝรั่งมาดื่มชาเก๊กฮวยกันบ้าง โดยนำดอกเก๊กฮวยแห้งแช่ในน้ำร้อนประมาณ 5 นาที ก็จะได้ชาเก๊กฮวยสีเหลืองที่หอมกลิ่นดอกไม้


5. แปะก๊วย

          เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหับสุภาพสตรีที่กำลังเข้าสู่วัยทอง เนื่องจากมันมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งอาจช่วยทำหน้าที่แทนฮอร์โมนที่ไม่สมดุลได้ นักวิจัยจึงเชื่อว่ามันมีสรรพคุณบรรเทาอาการของวัยของหลายอย่าง ได้แก่ โรคกระดูกพรุน โรคนอนไม่หลับ อัลไซเมอร์ และโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม การกินแปะก๊วย ก็อาจให้ผลข้างเคียง อย่างเช่น ท้องร่วง ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้อาเจียน เลือดไหลหรือผิวช้ำผิดปกติ หากมีอาการดังกล่าวก็ให้รีบไปพบแพทย์เสีย


เห็ดหอม

6. เห็ดหอม

          อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก วิตามินซี โปรตีน และใยอาหาร เห็ดหอมอยู่ในตำรับยาจีนมานานกว่า 6 พ้นปี โดยเชื่อว่ามันสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้เพราะมีสารชนิดหนึ่งชื่อว่า Letinan คอยต่อสู้กับเชื้อไวรัสต่าง ๆ มันอัดแน่นไปด้วย L-Ergothioneine สารต้านอนุมูลอิสระ และดีต่อหัวใจ เนื่องจากมันช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในเห็ดหอมมีสาร Purines หากกินมากเกินไปแล้วอาจทำให้มีการสะสมกรดยูริกจนเสี่ยงต่อโรคเกาต์ และนิ่วในไตอย่างมาก คนที่มีปัญหาไต หรือเกาต์จึงไม่ควรกินเห็ดหอม


7. เมล็ดบัว

          เป็นแหล่งโปรตีน แมกนีเซียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส รวมถึงเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า L-lsoaspartyl Methyltransferase ซึ่งช่วยซ่อมแซมโปรตีนที่ถูกทำลาย นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อกันว่าเมล็ดบัวเป็นอาหารที่ช่วยชะลอความแก่ชราได้ในตำรับจีนเชื่อว่า รสหวานโดยธรรมชาติของเมล็ดบัวจะช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง และช่วยกล่อมเกลาจิตใจ ทำให้นอนหลับสบาย ส่วนแกนของเมล็ดนั้นมีรสขมและมีฤทธิ์เย็น จึงดีต่อหัวใจ โดยการช่วยขยายหลอดเลือดและลดความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยมีสรรพคุณรักษาอาการท้องร่วง คนที่ท้องผูกจึงควรหลีกเลี่ยงเมล็ดบัวโดยเด็ดขาด


โสมเกาหลี


8. โสม

          หากพูดกันถึงสมุนไพรจีนคงขาดโสมไปไม่ได้โสมแดงของจีนนั้นถูกใช้ในทางการแพทย์มาหลายศตวรรษ และในปัจจุบันก็ยังมีการใช้อย่างแพร่หลาย ในสมัยโบราณเชื่อว่าโสมเป็นยาอายุวัฒนะส่งเสริมปัญญาและความแข็งแรง แม้ว่ายังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม แต่การศึกษาจาก University of Maryland ก็ชี้ว่าโสมสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้จริง ช่วยลดคอเลสเตอรอลเลว และช่วยให้กระปรี้กระเปร่า อย่างไรก็ดี โสมไม่เหมาะกับคนที่เป็นความดันโลหิตสูง คนที่เป็นเบาหวาน สตรีมีครรภ์ และหญิงสาวที่กำลังให้นมบุตร


9. รากชะเอม

          นอกจากใช้ในตำรับจีนแล้วยังสาวต้นตอไปได้ถึงสมัยโรมันซึ่งมีการต้มรากชะเอมเพื่อบรรเทาอาการไอ หอบ เจ็บคอ โรคปอดอื่น ๆ และเชื่อว่ามันจะช่วยชะล้างภายในลำไส้ได้ นอกจากนี้ ยังเหมาะกับผู้หญิงวัยทองเนื่องจากมันมีไฟโตเอสโตรเจนด้วย อย่างไรก็ตาม การกินรากชะเอมมาก ๆ ก็อาจทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง ไม่ควรกินพร้อมกับยาขับปัสสาวะ เช่นเดียวกับที่คนเป็นโรคเบาหวานกับโรคตับ ควรจะหลีกเลี่ยงรากชะเอมเหมือนกัน


10. เฉาก๊วย

          ด้วยเหตุที่มันดำ แวววาว และเด้งดึ๋ง เป็นที่สุด คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนึกถึงเฉาก๊วยในแง่ของสมุนไพรหรืออาหารเพื่อสุขภาพ เฉาก๊วยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Black Jelly หรือ Grass Jelly ซึ่งตัวมันเองเป็นอาหารที่มีธาตุหยิน หรือเป็นอาหารเย็นนั่นเอง ทำให้เหมาะจะกินในหน้าร้อน และบรรเทาอาการปวดท้อง คลื่นเหียน อาหารไม่ย่อย นอกจากนี้ ยังมีใยอาหารชนิดละลายในน้ำ ซึ่งอาจจับเอาน้ำตาลและไขมันออกมาได้ มันจึงช่วยป้องกันเบาหวานและโรคหัวใจได้อีกทางหนึ่ง (ตราบใดที่คุณไม่ใส่น้ำเชื่อมเยอะมากเกินไปละก็นะ)

ที่มา : https://health.kapook.com/view24443.html,
https://lisaguru.com

Friday, October 18, 2019

วิธีการต้มยาจีน Herbal Decoction Instruction


ภาชนะที่ใช้ในการต้มยาจีน

เมื่อก่อนนิยมใช้หม้อดินเผาที่มีฝาปิด เพื่อป้องกันการทำปฏิกิริยาขององค์ประกอบเคมีในตัวยากับภาชนะที่ใช้ในระหว่างการต้มยา ทำให้ประสิทธิภาพหรือความแรงของตัวยาไม่สูญเสียไป ไม่ควรใช้หม้อเหล็กหรือหม้อทองแดง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการตกตะกอน และอาจทำปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือความเป็นพิษได้

น้ำที่ใช้ต้มยา

ควรเป็นน้ำสะอาดและบริสุทธิ์ เช่น น้ำประปา น้ำแร่ หรือ น้ำกลั่น

ระดับไฟที่ใช้ต้มยา

ไฟที่ใช้ต้มยาแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ไฟอ่อน และไฟแรง โดยทั่วไปการต้มยาจะใช้ไฟแรงก่อนแล้วจึงใช้ไฟอ่อน บางครั้งอาจใช้ไฟอ่อนหรือไฟแรงอย่างเดียวในการต้มยา เช่น ใช้ไฟอ่อนอย่างเดียวในการต้มยาประเภทยาบำรุง หรือใช้ไฟแรงอย่างเดียวในการต้มยาประเภทรักษาอาการภายนอก





ขอบคุณที่มา : หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ https://www.huachiewtcm.com/content/7112/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-herbal-decoction-instruction